เงินกู้แบบลดต้นลดดอกเป็นอย่างไร

2017/02/28 9:49 AM

3.39K

ประเภทของเงินกู้นั้นมีหลายประเภทด้วยกันขึ้นอยู่กับว่าจะแบ่งโดยใช้อะไรเป็นเกณฑ์ หากแบ่งโดยใช้ระยะเวลาก็จะแบ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้น เงินกู้ระยะกลางและเงินกู้ระยะยาว หากแบ่งโดยใช้วัตถุประสงค์ของเงินกู้เป็นเกณฑ์ก็จะแบ่งได้เป็นเงินกู้บ้าน เงินกู้รถยนต์ เงินกู้อเนกประสงค์ ฯลฯ หากแบ่งโดยดูจากหลักทรัพย์ค้ำประกันก็จะแบ่งออกเป็นเงินกู้แบบมีหลักประกันและเงินกู้แบบไม่มีหลักประกัน หากแบ่งโดยดูจากการชำระคืนก็จะแบ่งได้เป็นเงินกู้ที่ชำระคืนครั้งเดียวกับเงินกู้ที่ชำระคืนเป็นงวด ๆ เช่น เงินกู้บ้านจะจัดอยู่ในประเภทเงินกู้ระยะยาวแบบมีหลักประกันและผ่อนจ่ายคืนเป็นงวด ๆ ส่วนบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเป็นเงินกู้ระยะสั้นแบบไม่มีหลักประกันจ่ายคืนครั้งเดียวหรือจะชำระคืนเป็นงวด ๆ ก็ได้ ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเงินกู้ระยะปานกลางแบบไม่มีหลักประกันชำระคืนเป็นงวด ๆ เงินกู้บางประเภทให้เป็นวงเงินอย่างบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ส่วนเงินกู้บางประเภทก็ให้เป็นเงินก้อนมีทั้งแบบผ่านมือเรากับไม่ผ่านมือเราแต่ให้ตรงไปที่เจ้าของบ้านหรือโชว์รูมรถยนต์เลย

นอกจากเงินกู้จะมีหลายประเภทอย่างที่เกริ่นไว้แล้ว การคิดดอกเบี้ยของเงินกู้แต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันด้วย ดังนั้น หากใครต้องการขอเงินกู้จากธนาคารควรต้องศึกษาให้ดีถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของเงินกู้ที่เราต้องการขอกู้ เช่น มีวิธีคิดดอกเบี้ยอย่างไร การชำระคืนเป็นอย่างไรต้องชำระครั้งเดียวหรือแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ ได้ หากจ่ายเป็นงวด ๆ เมื่อมีเงินสามารถโปะได้หรือไม่ เป็นต้น

โดยเฉพาะเรื่องของดอกเบี้ยที่ถือว่ามีความสำคัญที่จะต้องเข้าใจก่อนกู้เงินว่าดอกเบี้ยของเงินกู้นั้นมีวิธีคิดอย่างไร การคิดดอกเบี้ยเงินกู้นั้นมีแบบดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) และดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) เงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยแบบคงที่เท่าที่เห็นก็มีเงินกู้ซื้อรถยนต์ ส่วนเงินกู้ส่วนใหญ่ที่ธนาคารให้กู้จะคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เช่น เงินกู้ซื้อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต

เงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยแบบคงที่อย่างเช่นสินเชื่อรถยนต์นั้น ดอกเบี้ยจะถูกคิดจากยอดเงินกู้แล้วนำไปรวมกับเงินต้นหารเฉลี่ยด้วยระยะเวลาที่ต้องผ่อนคืนก็จะได้ค่างวดที่ต้องผ่อนคืนในแต่ละเดือน การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่อย่างสินเชื่อรถยนต์นั้น หมายความว่าการผ่อนคืนควรเป็นไปตามตารางการผ่อน หากเรามีเงินพิเศษที่ต้องการมาจ่ายเพื่อให้หมดหนี้เร็วขึ้นก็สามารถทำได้ แต่เงินนั้นไม่ได้ไปลดส่วนของเงินต้น แต่จะไปลดจำนวนเดือนที่จะต้องผ่อนลงก็เหมือนแค่ว่าเราจ่ายเงินคืนเร็วขึ้นแค่นั้นเอง ไม่มีผลอะไรก็เงินค่างวดที่เราต้องจ่ายตามตาราง

ส่วนการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้น เป็นการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่เหลืออยู่หลังผ่อนจ่ายคืนในแต่ละงวด อย่างกรณีบัตรกดเงินสดหากกดเงินสดไป 10,000 บาท แล้วนำเงินมาคืน 7,000 บาท เหลือค้างอยู่ 3,000 บาท เวลาคิดดอกเบี้ยธนาคารจะคิดยอด 10,000 บาท เท่ากับจำนวนวันที่กดเงินสดไปจนถึงวันที่คืนเงิน 7,000 บาท และยอด 3,000 บาท ที่ค้างอยู่จะคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่คืนเงิน 7,000 บาท ไปจนถึงวันที่ปัจจุบัน การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกก็หมายถึงดอกเบี้ยจะลดลงเมื่อมีการจ่ายเงินต้นคืนไป

หรืออย่างกรณีสินเชื่อเงินสดที่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล เงินต้น 100,000 บาท ผ่อน 3 ปี ดอกเบี้ย 20% ผ่อนเดือนละ 3,700 บาท เงินที่ผ่อนงวดแรก 3,700 บาท เป็นดอกเบี้ย 20% x 100,000 / 12 = 1,667 บาท ตัดเงินต้น 2,053 บาท เงินต้นจะเหลืออยู่ที่ 100,000 – 2,053 = 97,947 บาท เมื่อผ่อนงวดต่อไป 3,700 บาท ดอกเบี้ยก็จะลดลงเป็น 20% x 97,947 / 12 = 1,632 บาท ตัดเงินต้น 2,088 บาท จะเห็นว่าในแต่ละงวดเงินต้นค้างจะค่อย ๆ ลดลง

หากเปรียบเทียบระหว่างการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่เหมือนสินเชื่อรถยนต์กับการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกเหมือนสินเชื่อเงินสดอย่าง บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกย่อมดีกว่าเพราะเมื่อเรามีเงินพิเศษที่ต้องการคืนก่อนกำหนดค่างวดก็สามารถทำได้ โดยที่เงินต้นจะลดลงและดอกเบี้ยก็ลดลงด้วยเช่นกัน

แต่การคิดดอกเบี้ยของเงินกู้แต่ละประเภทลูกค้าอย่างเราไม่สามารถเลือกได้ว่าต้องการให้เงินกู้นั้นคิดดอกเบี้ยแบบไหน เพราะเป็นรูปแบบการคิดดอกเบี้ยของเงินกู้ประเภทนั้น ๆ อยู่แล้ว สิ่งที่ลูกค้าทำได้ก็คือต้องทำความเข้าใจรูปแบบของเงินกู้รวมถึงการคิดดอกเบี้ยด้วยจะได้เข้าใจว่าเงินที่เรากู้นั้นเราสามารถจ่ายเงินเกินค่างวดหรือปิดบัญชีก่อนแล้วคุ้มหรือไม่

เงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้นมีข้อดี คือ เราสามารถจ่ายเงินเกินค่างวดหรือเลือกปิดบัญชีได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่อาจมีค่าธรรมเนียมที่ธนาคารคิดเพื่อเป็นต้นทุนเสียโอกาสที่ธนาคารต้องกันเงินมาเป็นเงินกู้ตามระยะเวลา แต่สุดท้ายมีการเปลี่ยนแปลงถือว่าธนาคารเสียโอกาสเรื่องการได้ดอกเบี้ย จึงต้องคิดค่าธรรมเนียมกับลูกค้าที่ปิดบัญชีก่อนด้วย

แม้เงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกจะสามารถจ่ายเกิดค่างวดได้ แต่หากมีการจ่ายเกินค่างวดลูกค้าควรโทรแจ้งธนาคารให้ทราบด้วยว่าเงินที่เราจ่ายนั้นเป็นการจ่ายเกินค่างวดเพื่อให้ธนาคารมีข้อมูลในการจัดการบัญชีของเราได้อย่างถูกต้อง แต่ละธนาคารมีระบบการตัดบัญชีที่ไม่เหมือนกัน วันที่ครบกำหนดจ่ายเงินกู้ของลูกค้าแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย อย่างไรหากจะจ่ายเงินค่างวดเกินก็ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารก่อนจะดีที่สุด

บัตรกดเงินสด

  • ซิตี้ เรดดี้เครดิต (Citi Ready Credit)Citi Ready Credit

    รายได้ต่อเดือน
    15,000 บาท
    ดอกเบี้ยต่อปี
    24-28%
    ค่าธรรมเนียมรายปี
    ฟรี
  • เคทีซี พราวด์ (KTC PROUD)KTC

    รายได้ต่อเดือน
    12,000 บาท
    ดอกเบี้ยต่อปี
    ไม่เกิน 28%
    ค่าธรรมเนียมรายปี
    ฟรี
  • ธนชาต แฟลชพลัส (Thanachart FLASH Plus)Thanachart

    รายได้ต่อเดือน
    20,000 บาท
    ดอกเบี้ยต่อปี
    ไม่เกิน 28%
    ค่าธรรมเนียมรายปี
    ฟรี

บัตรเครดิต

  • ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม (Citi Cashback Platinum)Citi Cashback Platinum

    รายได้ต่อเดือน
    15,000 บาท
    ค่าธรรมเนียมรายปี
    ฟรี*
    อายุคะแนนสะสม
    ไม่มีวันหมดอายุ
  • ซิตี้ รีวอร์ด (Citi Rewards)Citi Rewards

    รายได้ต่อเดือน
    15,000 บาท
    ค่าธรรมเนียมรายปี
    ฟรี*
    อายุคะแนนสะสม
    ไม่มีวันหมดอายุ
  • KTC Visa PlatinumKTC

    รายได้ต่อเดือน
    15,000 บาท
    ค่าธรรมเนียมรายปี
    ฟรี
    อายุคะแนนสะสม
    ไม่มีวันหมดอายุ
  • Citibank Loan
  • Citi Ready Credit
  • Citibank Credit Card
  • Thanachart Cash Card
  • Thanachart Credit Card
  • KTC Proud
  • KTC Credit Card
  • TMB Cash Card
  • TMB Credit Card
  • TMB Loan

กลับสู่ด้านบน